เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒๗ ก.ค. ๒๕๕๙

 

เทศน์เช้า วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะนะ วันนี้วันพระ วันพระวันโกนเป็นวันของชาวพุทธเราวันธรรมดาเราทำมาหากินกันอาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงชาติเลี้ยงตระกูลของเรา เพื่อความมั่นคงในชีวิต วันพระวันโกน เวลาไปวัดไปวา ไปวัดไปวาเพื่อหาคุณธรรมในหัวใจไง

เวลาผู้เฒ่าผู้แก่ เวลาแก่เฒ่าแล้วก็ไปจำศีลที่วัด คนที่ไปจำศีลที่วัดโดยสัจจะโดยความจริงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ทางตะวันออกเขายอมรับการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะแต่ทางตะวันตกเขาไม่มี เขาไม่เชื่อ เขาไม่เชื่อเพราะว่าเขาจะต้องพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ให้เขาเข้าใจได้ก่อน ถ้าเข้าใจได้นะ ก็รอวันตายไป

แต่ของเรานะ เราเชื่อเราเชื่อเป็นวัฒนธรรมประเพณี เราเชื่อเพราะมีครูมีอาจารย์ ถ้ามีครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติของท่านเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นครูใหญ่ เป็นศาสดาเป็นเจ้าของศาสนา เห็นไหม

บุพเพนิวาสานุสติญาณย้อนอดีตชาติไปจุตูปปาตญาณอนาคตที่มันไม่สิ้นกิเลสมันก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ อาสวักขยญาณชำระล้างกิเลสถ้าไม่ชำระล้างกิเลสอย่างนี้เวลาจริตนิสัยของคนมันอธิบายไม่ได้ไง

ความบังเอิญในโลกนี้ไม่มี สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากเวรจากกรรมทั้งสิ้น มันจะเวรกรรมภพชาติใด เป็นเวรกรรมมาตั้งแต่อดีตชาติ เป็นจริตนิสัยของตนเป็นเวรกรรมในภพชาตินี้ไง ในภพชาตินี้ประมาทเลินเล่อทำอะไร แหม! ทำเอาแต่สะดวกสบายของตน นั่นน่ะ กรรมทั้งนั้นน่ะ นั่นไง มันไม่มีบังเอิญหรอกเพราะใช้ชีวิตอย่างนั้นมันก็ได้ผลอย่างนั้น แต่ถ้ามีสติปัญญาของเรา ความบังเอิญในโลกนี้ไม่มี มีแต่สติมีแต่ปัญญาของเรา สติปัญญาของเรา เราจะรักษาของเราอย่างไร

ดูสิ ก่อนเข้าพรรษา เราก็เตรียมกันว่าจะเข้าพรรษา วันเข้าพรรษา อู้ฮู! คึกคัก คึกคัก วันนี้วันพระแล้วนะพระแรกขึ้นมานะชักหงอยแล้ว ชักหงอยชักเหงาแล้วนะ แต่เวลาเราอยู่กับครูบาอาจารย์นะ หลวงปู่มั่นท่านไม่ใช่เข้าพรรษาออกพรรษาหรอกท่านมีสติทุกลมหายใจ ทุกการเคลื่อนไหว 

เวลาพระนะ เวลาพระอยู่ที่หนองผือ หลวงตาท่านเล่าให้ฟังถ้าเดินโดยขาดสติ ท่านบอกว่าซากศพเดินได้ซากศพ คนมันตายแล้ว คนมันตายแล้วมันถึงไม่มีสติไม่มีปัญญารักษาตัวเองอย่างนั้น

มันต้องมีสติมีปัญญาตลอดเวลา การเคลื่อนไหว การเหยียด การคู้การดื่ม การฉันต้องมีสติปัญญาตลอด นี่ไง มันไม่ใช่ว่าเราจะคึกคักกันวันเข้าพรรษา จะคึกคักกันอีกวันก็วันออกพรรษา แล้ววันกฐินคึกคักใหญ่เลย แล้วอีก๙๐ วันนี้ล่ะ อีก๙๐ วันก็ว่าเราคึกคักๆ พรรษานั้นคึกคักก็เพราะโอกาสอย่างนี้คึกคักเพราะเราไม่ธุดงค์ เราไม่ค้างแรมที่อื่น เราจะตั้งสติปัญญาของเรา เราจะค้นคว้าของเรา

เราบวชมา บวชมาเราอยากจะพิสูจน์สัจจะความจริงๆเวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท้าพิสูจน์เลยธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีกำมือในเราไงทุกคนก็สามารถจะประพฤติปฏิบัติได้ไง แล้วถ้าประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก็ต้องให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาถ้าเป็นจริงเป็นจังก็เริ่มต้นจากตรงนี้ เริ่มต้นจากคึกคัก คึกคักมีสติมีปัญญาของเรา เห็นไหมไม่ใช่หงอย ต้องเหงา โอ๋ย! ไอ้นั่นมันจะยิ่งกว่าประมาทไง

เวลาเดินจงกรม หลวงตาท่านพูดนะ เวลาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเห็นไหม โง่ยิ่งกว่าหมาตายหมามันตายแล้วหมาตายมันไม่มีจิตวิญญาณ มันนอนเป็นซากอยู่นั่นน่ะ แล้วเราโง่ยิ่งกว่ามันน่ะเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา โง่ยิ่งกว่าหมาตาย

นี่คืออะไรนี่คือการกระตุ้นการกระตุ้นให้เราฮึกเหิม เวลาเราฮึกเหิม ขวัญกำลังใจนะ ถ้ามีขวัญกำลังใจการประพฤติปฏิบัติเราจะมีโอกาสนะ แล้วเรามา เรามาทำไมกัน

เรามา เราก็มาเพื่อค้นคว้าหาใจของเรา เรามาเพื่อเราคนเดียวเลยนะ เรามาเพื่อหัวใจของเรานะ เรามาเพื่อความสุขความทุกข์ในใจดวงนี้นะ ถ้าในใจดวงนี้มันเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกมันเปิดเผยกับใจดวงนี้แล้วนะ มันจะมีอะไรปิดบังในโลกนี้ ในโลกนี้มันมีอะไรปิดบังถ้ามันเปิดเผยกลางหัวใจนี้ไง

แต่นี่มันปิดบังกลางหัวใจเราก่อนโลกปิดบังไปหมดเลย ลังเลสงสัยไปทุกๆเรื่องไง แต่ถ้ามันจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา เราเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อหัวใจของเรา ไม่ต้องไปคาดไม่หมายไม่ต้องด้นไม่ต้องเดา ไม่ต้องการสิ่งใดทั้งสิ้นต้องการหัวใจของเราเท่านี้น่ะ

หัวใจของเราถ้ามันสงบระงับเข้ามา มันเป็นสัมมาสมาธิถ้าสัมมาสมาธิฝึกหัดใช้ปัญญาๆ ปัญญามันต้องฝึกหัดใช้ไง ปัญญาของเรา ปัญญาในภาวนามยปัญญาปัญญามันต้องเริ่มต้นจากการจุดประกายของเรา ครูบาอาจารย์สำคัญตรงนี้ไง ครูบาอาจารย์ท่านจะให้แง่ให้มุม ให้แง่ให้มุมคือคอยสะกิดใจ คอยสะกิดใจ คอยสะดุดให้เราได้สะดุด ให้เราได้คิด ถ้าเรามีการสะดุด มีการคิดนะ ให้คิดถึงชีวิตเรานี่ คิดถึงความทุกข์เรานี่

โอ้โฮ!เมื่อกี้นี้โมโหเกือบตายเลยตอนนี้มันไปไหนแล้วไม่รู้ นี่ให้มันได้คิด เวลามันโกรธขึ้นมาเป็นฟืนเป็นไฟ มันจะฆ่าเขาให้ได้เลยแต่เวลามันผ่านไปแล้วนะ อู้ฮู! ถ้าเราทำไปเมื่อกี้นี้นะ ติดคุกแน่ๆเลย โอ้โฮ! ถ้าทำไปแล้วนะ สร้างเวรสร้างกรรมเลย 

ถ้าได้คิดนี่ไง มันเป็นประเด็น มันเป็นจุดให้เราให้ฝึกหัดคิด พอฝึกหัดคิดแล้วมันก็จะมาเห็นโทษของมันไง เห็นโทษของการขาดสติ เห็นโทษของการเราไม่รักษาหัวใจของเราเห็นโทษของเราเราจะไปเอาประโยชน์จากภายนอก เราจะเอาประโยชน์จากคนแต่งตั้งให้ เราจะเอาประโยชน์จากคนเชิดชูบูชาให้ มันเอามาจากไหน

สิ่งที่เขาเชิดชูบูชามาเท่าไรนะ มันยิ่งเป็นความทุกข์ความร้อนของเรา เพราะเราทำไม่ได้อย่างที่เขาต้องการ เขาปรารถนาอะไรกับเรา แล้วเราทำให้เขาไม่สมความปรารถนาของเขา เขาคิดอย่างไรแล้วเราไม่สมกับความคิดของเขา

แต่ถ้าเราทำของเราๆ มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคนถ้าพูดถึงลาภสักการะก็พระสีวลีดูสิ คนที่มีปัญญาก็พระสารีบุตร นี่ก็เหมือนกัน มันเป็นที่อำนาจวาสนา เราได้ทำของเรามา ถ้าทำของเรา มันจริตนิสัยที่ชอบ เราชอบอย่างนี้อยากทำอย่างนี้แต่เราก็มีสติปัญญาของเราไปชอบอย่างนี้ ทำอย่างนี้ ก็ชอบเพื่อปัจจัยเครื่องอาศัย

แต่ถ้าใครจะชอบอย่างใดใครจะต้องการสิ่งใดก็แล้วแต่เวลาสงบ สงบเหมือนกันหมดเลย ถ้าเป็นสมาธิสมาธิก็อันเดียวกันไง ใครทำอย่างไรก็แล้วแต่ สมาธิก็คือสมาธิ ใครจะมีจริตนิสัยอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าสงบมันก็ต้องเป็นสมาธิเหมือนกันแล้วถ้าสมาธิแล้วสมาธิแล้วยังมีหยาบมีละเอียดอีก 

คนที่มีสมาธิ คนที่สร้างอำนาจวาสนามาเวลาจิตมันจะลงโอ้โฮ! ตัวเองลอยขึ้นไปอยู่บนก้อนเมฆนู่นน่ะไปเดินจงกรมอยู่บนก้อนเมฆนู่นน่ะ เวลาจิตสงบขึ้นมา โอ้โฮ! กลิ่นหอม เทวดามาอนุโมทนา

ไอ้พวกเรานะ มันจะตกภวังค์ จะสงบก็ไม่ใช่ มันหายวาบไปเลย ไอ้เขาเวลาสงบเข้ามา เขาได้สิ่งเชิดชูบูชากันนะไอ้เราจะสงบสักทีนะก็ โอ้โฮ! เกือบเป็นเกือบตาย แล้วสงบขึ้นมาแล้วอะไรก็ไม่รู้ นี่คืออะไร นี่คืออะไร เห็นไหมไอ้นี่มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคน อำนาจวาสนาที่สร้างมาแต่สมาธิก็คือสมาธิ เวลาเขาสงบแล้ว จิตเขาสงบเหมือนเราสงบนี่แหละ เวลาตกภวังค์เป็นมิจฉา เวลามันลงสู่สมาธิ มันสงบเข้ามาแล้วโอ้โฮ! มันมหัศจรรย์มหัศจรรย์ๆมหัศจรรย์โดยความปกติของเรานะ แต่คนที่มีอำนาจวาสนามหัศจรรย์แล้วก็มีผลตอบสนองไง เห็นตัวเองเห็นอะไรต่างๆมหาศาลเลย 

ไอ้สิ่งที่มหาศาล ถ้าเขามีสติสัมปชัญญะสิ่งที่เขาเห็นแล้วเขาเห็นเป็นเครื่องประกอบแต่จริงๆ ก็คือความสงบระงับอันนั้นไง จริงๆคือจิตสงบแล้วมันถึงรู้ถึงเห็นใช่ไหม ถ้ารู้เห็นนี้มันก็เป็นอำนาจวาสนา มันไม่ใช่มรรคไม่ใช่ผลอะไรทั้งสิ้น

ถ้ามรรคผล พอจิตสงบแล้วฝึกหัดใช้ปัญญา จิตเราสงบแล้วเราพยายามฝึกหัดให้มันสะดุดใจเราขึ้นมา มันเกิดจากอะไร ความคิดมันเกิดมาจากไหน ไอ้ที่มันคิด มันฟุ้งซ่านมันมาจากไหนสงบแล้วมันหายไปไหน แล้วมันมีได้อย่างไร แล้วมันอยู่ที่ไหนค้นคว้าใช้สติปัญญาแยกแยะมัน มันจะรู้มันจะเห็น มันฉลาดขึ้นๆ พอฉลาดขึ้น การทำสมาธิครั้งต่อๆ ไป มันก็จะมาหลอกเราไม่ได้ ขอให้คนทำความสงบได้สักหนหนึ่ง ถ้าคนทำความสงบได้หนหนึ่ง มันมั่นใจว่ามีจริงแล้ว

แต่ไอ้นี่ของเราล้มลุกคลุกคลาน จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้มันจริงของครูบาอาจารย์เรามั้งไอ้เราคงไม่มีจริง...มี มันมีเพราะอะไร มันมีเพราะมีจิต มันมีเพราะมันมีชีวิตธรรมทั้งหลายเกิดบนหัวใจของสัตว์โลก หัวใจของเรามันสัมผัสเวลาทุกข์ มันทุกข์ของมันเวลาสุข มันสุขของมัน แล้วมันฉลาด มันก็ฉลาดของมัน เวลามันโง่ มันบอกมันฉลาด เวลาฉลาด มันฉลาดของมัน แต่เวลาโง่มันไม่บอกว่ามันโง่นะ มันบอกมันฉลาด นี่ไง

แม้แต่ว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์เราพลั้งเผลอ นั่นน่ะเราพลาดพลั้งไปแล้ว ถ้าเราพลาดพลั้งไปแล้ว เราก็ต้องฝึกหัดกลับมา ถ้ามีครูมีอาจารย์ครูบาอาจารย์สำคัญตรงนี้ไงครูบาอาจารย์ท่านคอยจะกระตุ้นไง กระตุ้นให้เราตื่นตัวตลอดเวลากระตุ้นให้เราพยายามกระทำอยู่ตลอดเวลา

วันเวลามันล่วงไปๆ นะเวลาจะมาบวชเราก็คึกคักๆ นะบวชคราวนี้เราจะต้องมีสติปัญญานะ เข้าพรรษาคราวนี้เราจะได้มรรคได้ผลนะเดี๋ยวออกพรรษาแล้ว ภาวนาไปๆพอมันชักเริ่มอึดอัด พอมันชักเริ่มต่อสู้ไม่ได้เอาไว้ออกพรรษาเถอะ ออกพรรษาเราจะไปธุดงค์ที่นั่น ออกพรรษาเถอะ มันผัดวันประกันพรุ่งไปแล้ว 

นี่เอามันสดๆ ร้อนๆ ที่นี่เอามันเดี๋ยวนี้เอามันเดี๋ยวนี้เอามันในหัวใจเรานี่ เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาไม่ใช่เอากันที่เวลา เวลามันจะล่วงไปขนาดไหนก็แล้วแต่ เอาความสงบของใจเอาหลักของเราให้ได้

วันเวลามันจะล่วงไป มันไปตลอด ๒๔ชั่วโมง เดินจงกรม เวลาเรามาคิดของเราสิเวลาเราทุกข์เรายากนะ เวลาบวชใหม่ๆ เราเห็นชาวนาเห็นชาวไร่ ๒๔ชั่วโมงนะ เขาหลังสู้ฟ้า หน้าสู่ดิน เขาหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไอ้เรานักปฏิบัตินะไอ้เราเป็นพระนะเราจะทำงานขนาดที่พ้นจากทุกข์ๆ เราจะทำงานน้อยกว่าเขาได้อย่างไร ไอ้เขาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ตากแดดวันยังค่ำ เขาทำไร่ทำสวนของเขาก็เพื่อปากเพื่อท้องของเขา เพื่อความมั่นคงในชีวิตของเรา แล้วเราล่ะ เราคิดอย่างนี้จริงๆเวลาธุดงค์ไป ไปเห็นสภาพแบบนั้นมันสะท้อนใจนะ ดูสิ เขาหาอยู่หากินเขายังทำขนาดนั้น ไอ้เราแบกกลด แบกบาตรมานี่ แหม!แอ๊กนะ พระธุดงค์ๆ เอ็งมีอะไร

เราเห็นสิ่งใดเราเก็บมาเป็นประโยชน์กับเราได้หมดแหละ พอเก็บมาเป็นประโยชน์ของเราแล้วมันกระตุ้น กระตุ้นให้เราทำไง ถ้ามีการกระทำมันคือโอกาส ทุกคนขอโอกาสๆ นะ บวชเป็นพระก็มีโอกาสมากโอกาสที่จะประพฤติปฏิบัติไง

เราเข้าพรรษา มีครูบาอาจารย์ที่ดีครูบาอาจารย์คอยปกคอยป้องให้ ไม่ให้ทุกอย่างเข้ามาท่วมท้นวัดไง ถ้ามันเข้ามา มันท่วมมันท้นวัด ไอ้คนปฏิบัติจะปฏิบัติอย่างไรมันเป็นภาระรุงรังไปหมด ถ้าครูบาอาจารย์ท่านฉลาด ท่านจะกั้นให้นะ เอาแค่นี้พอ เอาแค่นี้พอ ไอ้ที่เหลือให้พระได้ทำบ้างเหลือให้พระได้ประพฤติปฏิบัติบ้าง

ถ้ามีครูมีอาจารย์ที่ดี เราจะมีโอกาสนะ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ที่ดีนะเราก็จะมาคลุกคลีกัน มาโหม อู๋ย! งานอย่างเยอะ เป็นวัดตัวอย่าง วัดพัฒนาตัวอย่าง

ตัวอย่างอะไร ตัวอย่างอะไร ตัวอย่างกิเลสไง ตัวอย่างจะแข่งขันกับโลกไง แต่ถ้ามันเป็นตัวอย่างของเราครูบาอาจารย์ที่ดีท่านจะปกป้องให้ ท่านจะดูแลให้นะ แล้วเราเข้าทางจงกรม ไอ้นี่ไม่อย่างนั้นครูบาอาจารย์ท่านปกป้องให้แต่ไอ้เราเวลาเหลือเฟือเลยไม่รู้จะทำอะไรไม่รู้จะทำอะไร

คนที่จะหานะ เวลาหลวงตาท่านปฏิบัติของท่าน ท่านบอกว่าอยู่กับหมู่คณะไม่ได้ ต้องอยู่คนเดียว เพราะมันต้องการเวลา ๒๔ชั่วโมง ๒๔ชั่วโมงเผลอไม่ได้เลย มันต่อสู้กันกลางหัวใจนะเวลากิเลสกับธรรมที่ได้ประหัตประหารกลางหัวใจนะ เวลาครูบาอาจารย์ท่านเทศน์เรื่องสงครามธาตุสงครามขันธ์เพราะมันเกิดขึ้นจริงๆ มันเกิดขึ้นอยู่บนภวาสวะเกิดขึ้นอยู่บนภพเกิดขึ้นบนหัวใจนั้น ระหว่างกองทัพมารกับกองทัพธรรม 

กองทัพธรรมคือศีลสมาธิ ปัญญากองทัพธรรมคือมรรค คือการกระทำศีล สมาธิปัญญาที่มันรู้เท่าทันกับกิเลส ที่มันฟาดมันฟันกัน นี่ไง เพราะอะไรเพราะเขาขุดคุ้ยหามันเจอไง ถ้าขุดคุ้ยหามันเจอมันแสดงตัวออกมา มันเป็นกองทัพใหญ่โตเลยกองทัพของกิเลสไง แต่นี่เราไม่เห็นมันน่ะ เราเห็นว่ามันเป็นเพื่อนกับเราไงอืม! ก็เราคิดถูกหมด กิเลสกับเราเป็นอันเดียวกันฝืนไม่ได้ ฝืนลำบาก ว่างๆสบายๆ ก็เอาพรมปูแล้วก็นอนอยู่นั่น ตื่นขึ้นมาเป็นพระอรหันต์เลย ฝันว่าเป็นพระอรหันต์แล้วตื่นขึ้นมา ใช่พระอรหันต์ชัดๆ เลยเพราะเราฝันของเราเองไง นี่กิเลสมันหลอก มันหลอกอย่างนี้

แต่เวลาครูบาอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัตินะ ท่านตรากตรำของท่าน ตรากตรำเพื่ออะไรล่ะ เห็นไหม ตบะธรรมตบะธรรมก็ต้องแผดเผาสิ มันแผดเผาอะไรล่ะถ้าเรายังแผดเผาสิ่งใดไม่ได้ก็แผดเผาอากาศไง ดูสิโรงกลั่น ไฟมันเผาก๊าซทิ้ง เขาเก็บไว้ใช้ไม่ได้เพราะต้นทุนเขาไม่พอ นี่ก็เหมือนกัน เวลาแผดเผาๆ แผดเผาอากาศหรือ

ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบแล้วขุดคุ้ยหามันขุดคุ้ยเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ถ้าใครเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงนะขนพองสยองเกล้า

เวลาคนมาถาม หลวงพ่อหลวงพ่อว่าไดโนเสาร์ในใจคืออะไร

ไดโนเสาร์ก็คือกิเลสที่มันซุกอยู่ไง สิ่งที่อวิชชาที่มันซุกอยู่ในหัวใจนี่ หามันไม่เจอหรอกแต่ถ้าใครไปเจอนะ มันเป็นของเก่าแก่ มันอยู่กับจิตดวงนี้ จิตดวงนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลาย ไม่รู้กี่ล้านๆๆ ปี แล้วมันซุกอยู่นั่นน่ะเพราะสิ้นกิเลสมันอยู่ในหัวใจมันยิ่งกว่าไดโนเสาร์อีก

แล้วถ้าเราไปขุดไปคุ้ยมัน คนเรา ทางวิชาการเรารู้ได้ว่าไดโนเสาร์มันเคยมีอยู่ แล้วตอนนี้ถ้าเดินไปเจอไดโนเสาร์ปัจจุบันนี้มันมีชีวิตแล้วมันอ้าปากจะกิน เราตกใจไหม มันสะดุ้ง

นี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันขุดคุ้ยหามันเจอนะ เห็นสติปัฏฐาน ๔เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิตเห็นธรรมตามความเป็นจริง มันจะเห็นไดโนเสาร์มันจะเห็นกิเลสฟอสซิลของกิเลสที่มันฝังอยู่ในใจแล้วถ้ามันขุดคุ้ยถ้าเจออย่างนั้นน่ะ กองทัพธรรมกับกองทัพกิเลสมันจะได้เข้าประหัตประหารกัน ระหว่างธรรมจักรที่มันเกิดขึ้น ภาวนามยปัญญาที่มันเกิดขึ้นจะได้ประหัตประหารกับกิเลสนั้น ถ้าได้ประหัตประหารกับกิเลสนั้น

พยายามขุดคุ้ยฝึกหัดใช้ปัญญาๆ คำว่า“ฝึกหัดใช้ปัญญา” ภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญามันเป็นอย่างนี้ถ้าเป็นอย่างนี้ขึ้นมา แล้วคนฝึกหัดครูบาอาจารย์ที่เป็นแล้วท่านก็เป็นของท่าน ถ้าครูบาอาจารย์ไม่เป็น มันก็ก็อปปี้ไง สัญญาทั้งนั้นมันเป็นอย่างนั้นๆ

มันเป็นเพราะอะไรเพราะหลวงปู่มั่นท่านก็เทศน์ไว้หลวงตาท่านก็เทศน์ไว้ ครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ต่อสู้มาแล้วท่านก็เทศน์ไว้ เทศน์ไว้เพราะอะไรเทศน์ไว้เพราะท่านได้ต่อสู้ ท่านมีองค์ความรู้ท่านได้ประหัตประหารตามความเป็นจริงอันนั้น

ไอ้ของเราเราก็ศึกษาๆศึกษาแล้วฝึกหัดสิ ปริยัติ ปริยัติศึกษามาแล้วศึกษาแล้วให้ปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วให้มันเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ถ้าเกิดขึ้นตามความเป็นจริง อกาลิโกๆ ไม่มีกาลไม่มีเวลา หัวใจนี้ห้ำหั่นกับมันๆ

วันนี้วันพระ วันพระเราต้องต่อสู้ธรรมดาของเราถ้าวันพระเนสัชชิก แล้วไม่เคยนอนเลย ปฏิบัติมานะ ถ้าวันพระวันโกน ไม่นอนเลย ทั้งวัน แต่ถ้าเป็นปกติเราก็สู้อยู่แล้ว ถ้าวันพระนี่เป็นเรื่องเด็กๆ เป็นเรื่องทำกันเป็นเรื่องปกติ อดอาหารอดนอนเป็นเรื่องพื้นๆ เป็นเรื่องในหมู่นักปฏิบัติเขาทำกันเป็นเรื่องปกติไง แต่พวกเราพอเผยแผ่มาพอเอาโยมเข้ามา โอ้โฮ! โอ้โฮ!โอ้โฮ! คือจะบูชากิเลส

หลวงตาบอกว่าจะทำอะไรต้องขออนุญาตกิเลสก่อน ถ้ากิเลสมันอนุญาตก็ได้ปฏิบัติ ถ้ากิเลสไม่อนุญาตก็อด แล้วเราจะไปฆ่ามัน จะไปบูชามันได้อย่างไร แต่ครูบาอาจารย์ของเราท่านประหัตประหารกับมัน ตบะธรรมแผดเผามัน สู้มันแล้วเวลาเห็นขึ้นมานะ พอเห็นขึ้นมามันสว่างโพลงกลางหัวใจ

แล้วมันต้องการเวลามาก ๒๔ ชั่วโมงฉะนั้น ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมา ท่านจะดูแลให้ ท่านจะป้องกันไว้ให้ ให้เรามีโอกาสได้ปฏิบัติ เวลาสำคัญมากนะทางโลก เวลาก็สำคัญ เวลาเรามาบวชเป็นพระ๒๔ ชั่วโมงก็สำคัญ ถ้า ๒๔ชั่วโมงสำคัญแล้วถ้าจิตมันเหี่ยวเฉา โอ้โฮ! นานมาก เมื่อไหร่มันจะมืดสักทีเมื่อไหร่มันจะสว่างสักที แต่ถ้าผู้ที่ปฏิบัตินะโอ้โฮ! สว่างแล้วหรือ มืดแล้วหรือทำไมมันเร็วขนาดนี้ เพราะกำลังต่อสู้ๆ

จิตใจที่รื่นเริงอาจหาญกับการประพฤติปฏิบัติ จิตใจที่อาจหาญนะอาจหาญเข้าไปสู่ค้นคว้าหาใจของตน แล้วประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเพื่อความเป็นจริงในใจดวงนี้ 

วันนี้วันพระนะ เข้าพรรษามา ๑ พระแรก อย่าให้มันหงอย อย่าให้มันเหงา อย่าให้มันเศร้าซึม องอาจกล้าหาญ แล้วเผชิญหน้ากับมันเผชิญกับกิเลสไม่ต้องเผชิญหน้ากับทางโลก

ทางโลกนี้มีผู้บริหารจัดการแล้ว เราเป็นหัวหน้า เราดูแลจัดการ เผชิญกับกิเลสในใจของตน เผชิญกับความจริงในใจของตน เราเป็นนักพรต เราเป็นนักบวช เราเป็นนักปฏิบัติ เราจะค้นคว้าหาความจริงขึ้นมาจากใจดวงนี้ เอวัง